แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 39
1
ตรวจโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac arrhythmia)

ปกติ หัวใจของคนเรา (ชีพจร) จะเต้นประมาณ 60-100 ครั้ง/นาที (ส่วนใหญ่ 72-80 ครั้ง/นาที) จังหวะสม่ำเสมอ และแรงเท่ากันทุกครั้ง

ภายหลังการออกกำลังกาย ตื่นเต้นตกใจ ดื่มชากาแฟ เครื่องดื่มเข้ากาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ กินยากระตุ้น (เช่น ยาแก้หืด ยาแก้หวัด หรือสูโดเอฟีดรีน แอมเฟตามีน ยาลดความอ้วน) หรือเป็นไข้ ชีพจรอาจเต้นเร็ว (> 100 ครั้ง/นาที) ได้ ซึ่งถือว่าเป็นภาวะปกติธรรมดา นอกจากนี้ผู้ที่มีภาวะช็อกก็มักมีชีพจรเต้นเร็วแต่เบา

ผู้ที่ออกกำลังสม่ำเสมอ ชีพจรอาจเต้นช้า (< 60 ครั้ง/นาที) ได้ แสดงว่าร่างกายอยู่ในภาวะแข็งแรง (ฟิต) เต็มที่

แต่ในผู้ที่มีความผิดปกติของหัวใจก็อาจมีชีพจรผิดปกติ เช่น เต้นช้าไป เร็วไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือไม่เป็นจังหวะ จึงเรียกรวม ๆ ว่า โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจแสดงอาการได้หลายอย่างด้วยกัน

สาเหตุ

ถ้าหัวใจเต้นช้ากว่า 50 ครั้ง/นาที เรียกว่า หัวใจเต้นช้า (bradycardia) อาจพบเป็นปกติในนักกีฬาหรือคนที่ร่างกายฟิต อาจเกิดจากภาวะกระตุ้นประสาทเวกัส (vagus) ซึ่งทำให้ชีพจรเต้นช้า เช่น อาการเจ็บปวด หิวข้าว ร่างกายเหนื่อยล้า การกลืน อาการอาเจียนหรือท้องเดิน เป็นต้น อาจพบเป็นภาวะผิดปกติในผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรืออาจเกิดจากพิษของยา (เช่น ไดจอกซิน ยาปิดกั้นบีตา ยาอนุพันธ์ฝิ่น ยานอนหลับ ยาฆ่าแมลงออร์แกโนฟอสเฟต) พิษปลาปักเป้า พิษคางคก ภาวะตัวเย็นเกิน

ถ้าหัวใจเต้นเร็วกว่า 120 ครั้ง/นาที จังหวะอาจปกติหรืออาจไม่สม่ำเสมอและแรงไม่เท่ากัน* อาจพบในผู้ที่เป็นโรคหัวใจรูมาติก โรคหัวใจขาดเลือด ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน  พิษยาไดจอกซิน

ถ้าหัวใจเต้นอยู่ในเกณฑ์ปกติ (60-100 ครั้ง/นาที) แต่มีบางจังหวะที่เต้นรัว** หรือวูบหายไป*** ก็อาจพบเป็นปกติในคนบางคน แต่ก็อาจพบในคนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจรูมาติก หรือเกิดจากบุหรี่ ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ ยากระตุ้น หรือเกิดจากพิษของยา (เช่น ไดจอกซิน)

*หัวใจเต้นเร็ว (tachycardia) มีภาวะที่พบบ่อย ได้แก่

- ภาวะหัวใจห้องบนเต้นแผ่วระรัว (atrial fibrillation/AF) มักมีชีพจรเต้น > 120 ครั้ง/นาที (อาจพบระหว่าง 80-180 ครั้ง/นาที) จังหวะไม่สม่ำเสมอ พบบ่อยในผู้ที่มีอายุมาก อาจมีสาเหตุจากโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจรูมาติก หัวใจอักเสบ (carditis) กล้ามเนื้อหัวใจพิการ (cardiomyopathy) หัวใจวาย ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน เนื้องอกต่อมหมวกไต-ฟีโอโครโมไซโตมา ภาวะพิษแอลกอฮอล์ (alcohol intoxication) สิ่งหลุดอุดตันหลอดเลือดแดงปอด (pulmonary embolism)

- ภาวะหัวใจห้องบนเต้นเร็วชนิดโรคกลับฉับพลัน (paroxysmal atrial tachycardia/PAT) ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นโดยไม่มีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ ส่วนน้อยอาจเกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด หรือพิษยาไดจอกซิน มักมีชีพจรเต้น 160-220 ครั้ง/นาที และเต้นสม่ำเสมอโดยเกิดขึ้นฉับพลัน และหายฉับพลัน นานครั้งละไม่กี่นาทีถึงหลายชั่วโมง มีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาทำงานหนักหรือออกกำลังหักโหม ผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่นอย่างมาก อ่อนเพลีย ศีรษะโหวง ๆ เหนื่อยหอบ เจ็บหน้าอก ส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายร้ายแรง และอาการหัวใจเต้นเร็วจะทุเลาไปได้เอง มักทำให้ผู้ป่วยและญาติตกใจและไม่สุขสบายขณะมีอาการ และอาจทำให้แพทย์เข้าใจผิดว่าเป็นโรควิตกกังวลเนื่องจากเมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์มักจะเป็นช่วงอาการสงบแล้ว ซึ่งจะตรวจไม่พบอาการผิดปกติใดๆ

**หัวใจห้องบนเต้นก่อนกำหนด(atrial premature contraction/APC หรือ premature atrial contraction/PAC)

ทำให้การเต้นของหัวใจบางจังหวะเร็วกว่าปกติ คลำได้ชีพจรเต้นรัวติดกัน 2 จังหวะ มักพบในผู้สูงอายุที่สุขภาพแข็งแรงดี ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดง (นอกจากตรวจพบจากการคลำชีพจรหรือฟังเสียงหัวใจ) ยาหรือสารกระตุ้น เช่น กาเฟอีน บุหรี่ แอลกอฮอล์ ยาสูโดเอฟีดรีน ยาแก้หืด ยาลดความอ้วน อาจทำให้อาการกำเริบมากขึ้น น้อยรายที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะความดันในปอดสูง (pulmonary hypertension) จากโรคทางปอดหรือหัวใจ

***หัวใจห้องล่างเต้นก่อนกำหนด (ventricular premature contraction/VPC หรือ premature ventricular contraction/PVC) ทำให้การเต้นของหัวใจ (ชีพจร) วูบหายหรือเว้นวรรคไปเป็นบางจังหวะ มักพบในผู้สูงอายุ อาจเกิดจากความเครียดทางร่างกายหรือจิตใจ ยาหรือสารกระตุ้น หรืออาจพบร่วมกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ภาวะหัวใจวาย หรือโรคลิ้นหัวใจพิการ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการและไม่มีอันตรายร้ายแรง ยกเว้นถ้าพบร่วมกับโรคหัวใจ

อาการ

ในรายที่เป็นไม่รุนแรง มักไม่รู้สึกว่ามีอาการผิดปกติแต่อย่างใด บางรายอาจเพียงรู้สึกใจเต้นรัวหรือใจวูบหายไปบางจังหวะ โดยไม่มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย และยังสามารถทำงานได้ตามปกติ

ในรายที่ชีพจรเต้นช้ามาก อาจมีอาการอ่อนเพลีย สับสน เวียนศีรษะ เป็นลม

ในรายที่ชีพจรเต้นเร็วมาก อาจมีอาการอ่อนเพลีย ใจสั่น หอบเหนื่อย เจ็บแน่นหน้าอก เวียนศีรษะ ศีรษะโหวง ๆ เป็นลม

นอกจากนี้ อาจมีอาการแสดงของโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น เจ็บหน้าอกในโรคหัวใจขาดเลือด มือสั่น เหงื่อออก น้ำหนักลด ในภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน


ภาวะแทรกซ้อน

มักไม่พบภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่แข็งแรงและไม่มีโรคหัวใจร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดในผู้ป่วยที่มีชีพจรเต้นช้าหรือเร็วมากและต่อเนื่องนาน ๆ เช่น หัวใจวาย ความดันโลหิตตก เป็นลม

ในรายที่หัวใจเต้นช้ามาก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากทางเดินประจุไฟฟ้าหัวใจติดขัด (heart block) เช่น ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตาย ก็อาจขาดเลือดไปเลี้ยงสมองทำให้หมดสติและชักได้

ที่สำคัญในรายที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นแผ่วระรัว (ชีพจร 80-180 ครั้ง/นาที จังหวะไม่สม่ำเสมอและชีพจรแรงบ้างค่อยบ้าง) อาจเกิดลิ่มเลือดในหัวใจแล้วหลุดลอยไปอุดตันหลอดเลือดต่าง ๆ รวมทั้งหลอดเลือดสมอง ทำให้เป็นอัมพาตครึ่งซีกแทรกซ้อนได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากให้การรักษาภาวะนี้จนการเต้นของหัวใจกลับเป็นปกติ ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดหลุดอุดตันหลอดเลือดสมอง (อ่านเพิ่มเติมที่ โรคหลอดเลือดสมอง สมองขาดเลือดชั่วขณะ อัมพาตครึ่งซีก) มากกว่าคนทั่วไป 5-8 เท่า


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

ในรายที่เป็นไม่รุนแรง (มีสาเหตุจากหัวใจห้องบนหรือห้องล่างเต้นก่อนกำหนด) อัตราการเต้นของชีพจรมักจะอยู่ในเกณฑ์ปกติคือ 60-100 ครั้ง/นาที แต่จะพบว่ามีบางจังหวะที่เต้นรัวหรือวูบหาย อาจพบ 1-2 ครั้ง/นาที ถ้าเป็นมากก็อาจพบได้ถี่กว่านี้

ส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นช้า มักจะพบชีพจรเต้น < 50 ครั้ง/นาที ผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นเร็วจะพบชีพจรเต้น > 120 ครั้ง/นาที จังหวะอาจเป็นปกติหรืออาจเต้นไม่สม่ำเสมอ ไม่เป็นจังหวะ ชีพจรแรงบ้างค่อยบ้าง ฟังเสียงหัวใจอาจพบเสียงดังไม่เท่ากันและไม่เป็นจังหวะ อาจพบความดันโลหิตต่ำ บางครั้งอาจตรวจพบอาการของโรคที่เป็นสาเหตุหรือภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน หัวใจมีเสียงฟู่ในโรคหัวใจรูมาติก เท้าบวม และฟังปอดมีเสียงกรอบแกรบในภาวะหัวใจวาย แขนขาอ่อนแรงซีกหนึ่งในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดสมองแทรกซ้อน เป็นต้น

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์ ตรวจเลือด และตรวจพิเศษอื่น ๆ


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ในรายที่อัตราชีพจรอยู่ในเกณฑ์ปกติ (60-100 ครั้ง/นาที) เพียงแต่ตรวจพบว่าชีพจรเต้นรัวหรือวูบหายเป็นบางจังหวะ และผู้ป่วยรู้สึกสบายดี น่าจะเกิดจากภาวะหัวใจห้องบนหรือห้องล่างเต้นก่อนกำหนด ก็ไม่ต้องให้ยารักษา เพียงแต่แนะนำให้ผู้ป่วยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายความเครียด หลีกเลี่ยงยาและสารกระตุ้น (งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ กาเฟอีน ยาแก้หืด ยาแก้หวัด ยาลดความอ้วน เป็นต้น)

แต่ถ้ามีอาการชีพจรเต้นรัวหรือวูบหายแบบถี่ ๆ นาทีละหลายครั้ง หรือชีพจรเต้นจังหวะไม่สม่ำเสมอและแรงไม่เท่ากันตลอด (อาจเป็นภาวะหัวใจห้องบนเต้นแผ่วระรัว โดยมีอัตราชีพจร < 100 ครั้ง/นาที ก็ได้) หรือมีอาการเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย หรือฟังหัวใจได้ยินเสียงฟู่ แพทย์ก็จะทำการตรวจหาสาเหตุ

สำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องล่างเต้นก่อนกำหนด อาจพบว่ามีโรคหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย หรือลิ้นหัวใจพิการร่วมด้วย ถ้าตรวจพบ แพทย์ก็จะทำการรักษาโรคเหล่านี้ ในรายที่มีโรคลิ้นหัวใจพิการ (ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วและอาจทำให้เสียชีวิตฉับพลันได้) แพทย์จะให้ยาปิดกั้นบีตา เช่น โพรพราโนลอลกินควบคุมอาการ

2. ในรายที่ชีพจร < 50 ครั้ง/นาที หรือ > 120 ครั้ง/นาที หรือชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ และแรงไม่เท่ากันตลอด ถ้าพบว่าผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกมาก หายใจหอบเหนื่อย แขนขาอ่อนแรงข้างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันเป็นลมหมดสติ หรือชัก แพทย์จะรีบแก้ไขภาวะแทรกซ้อนและให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจรูมาติก พิษจากยา (เช่น ไดจอกซิน) พร้อมทั้งให้การรักษาเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจให้กลับเป็นปกติ ดังนี้

    ในรายที่มีภาวะหัวใจเต้นช้า แพทย์อาจให้ยากระตุ้น ได้แก่ อะโทรพีน ถ้าไม่ได้ผลหรือเป็นรุนแรง อาจจำเป็นต้องผ่าตัดใส่ตัวคุมจังหวะหัวใจ (cardiac pacemaker) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ผลิตประจุไฟฟ้ากระตุ้นการเต้นของหัวใจ
    ในรายที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นแผ่วระรัว จะต้องรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล ถ้ามีภาวะฉุกเฉินรุนแรงก็รีบให้การแก้ไข และพิจารณาให้การรักษาเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจให้กลับเป็นปกติ (cardioversion) โดยการใช้เครื่องช็อกหัวใจ (defibrillator) หรือการใช้ยา ร่วมกับการให้สารกันเลือดเป็นลิ่ม (เช่น เฮพาริน วาร์ฟาริน) ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้วิธีการรักษาและให้ยาตามระยะของโรคที่เป็น และความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดหลุดอุดตันหลอดเลือดสมอง

หลังจากนั้นแพทย์จะให้ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ (antiarrhythmic) และสารกันเลือดเป็นลิ่ม (โดยให้กินวาร์ฟารินในรายที่มีความเสี่ยงสูงหรือแอสไพรินในรายที่มีความเสี่ยงต่ำ) อย่างต่อเนื่อง

บางรายแพทย์อาจให้การรักษาด้วยวิธีตัดปมประจุไฟฟ้าเอวี (atrioventricular/AV node ablation) โดยการแยงสายอิเล็กโทรดเข้าไปสร้างความร้อนทำลายเนื้อเยื่อ (catheter radiofrequency ablation) และถ้าการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ได้ผล ก็จะทำการผ่าตัดเนื้อเยื่อหัวใจส่วนที่เป็นต้นตอของโรค

    ในรายที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นเร็วชนิดโรคกลับฉับพลัน (PAT) แพทย์จะให้ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะควบคุมอาการ เช่น ยาปิดกั้นบีตา ผู้ป่วยส่วนน้อยที่ใช้ยาไม่ได้ผล อาจต้องทำการรักษาด้วยเครื่องช็อกหัวใจ หรือตัดปมประจุไฟฟ้าเอวีด้วยการใส่สายอิเล็กโทรด


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น  มีอาการหัวใจเต้นรัว เต้นเร็ว หรือช้ากว่าปกติ  เต้นจังหวะไม่สม่ำเสมอ หรือมีจังหวะเต้นกระตุก หรือวูบหายเป็นบางจังหวะ ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรดูแลรักษา ดังนี้

1. ดูแลรักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ 

2. ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด

3. ควรปฏิบัติตัว ดังนี้

    งดการบริโภคสุรา ยาสูบ ชา  กาแฟ
    นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหาทางผ่อนคลายความเครียด
    หลีกเลี่ยงการทำงานหรือการออกกำลังที่หักโหม
    หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง เพราะอาจมีผลทำให้โรคกำเริบ

4. ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีอาการเจ็บจุกหน้าอกกำเริบ หรือ รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือเท้าบวม
    มีอาการจุกแน่นลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะ และกินยารักษาโรคกระเพาะไม่ทุเลา
    กินยาแล้วไม่ทุเลา หรือ กลับมีอาการกำเริบใหม่
    ขาดยาหรือยาหาย
    กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

อาจป้องกันโรคนี้ด้วยการปฏิบัติตัว ดังนี้

    หาทางป้องกันไมให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด
    ออกกำลังกายเป็นประจำ
    ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
    หลีกเลี่ยงการบริโภคสุรา ยาสูบ ชา กาแฟ สารกระตุ้นหัวใจ
    นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหาทางผ่อนคลายความเครียด

ข้อแนะนำ

ผู้ป่วยที่บ่นว่ามีอาการใจสั่น ใจหวิว อาจเกิดจากโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือสาเหตุอื่น ๆ แพทย์จะซักถามอาการ ตรวจชีพจร (ควรจับชีพจรนาน 1-2 นาที เป็นอย่างน้อย) และใช้เครื่องฟังตรวจหัวใจ ถ้าชีพจรช้าหรือเร็วกว่าปกติหรือไม่สม่ำเสมอ ก็แสดงว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะจริง ถ้าชีพจร 60-100 ครั้ง/นาที และเต้นปกติ อาจเกิดจากโรควิตกกังวล หรือโรคแพนิก สาเหตุของอาการใจสั่น (ตรวจอาการใจสั่น)

2
คอนโดติดรถไฟฟ้า มัณฑนา ณ ราชพฤกษ์ (MANTANA Na Ratchaphruek)
เริ่มต้น 14 ลบ. - 25 ลบ.

มัณฑนา ณ ราชพฤกษ์ (MANTANA Na Ratchaphruek)
บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ดีไซน์ใหม่ Modern Luxury บนถนนราชพฤกษ์ บนทำเลศักยภาพใกล้ห้างโรบินสัน เพียง 500 เมตร และสถานที่สำคัญอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมส่วนกลางขนาดใหญ่ที่พร้อมให้ลูกบ้านได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ             มัณฑนา ณ ราชพฤกษ์ (MANTANA Na Ratchaphruek)
 เจ้าของโครงการ        แลนด์แอนด์เฮ้าส์
 แบรนด์ย่อย             มัณฑนา
 ราคา                     เริ่มต้น 14 ลบ. - 25 ลบ.

 ประเภทบ้าน            บ้านเดี่ยว
 ลักษณะทำเล           บ้านใกล้เมือง
 พื้นที่โครงการ          62 ไร่ 3 งาน 19 ตร.ว.
 จำนวนบ้าน             154 หลัง
 แบบบ้านทั้งหมด       โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
  เนื้อที่บ้าน              ตั้งแต่ 76.5 ตร.ว.
 พื้นที่ใช้สอย             ตั้งแต่ 245 ตร.ม.
 จำนวนชั้น               2 ชั้น
 หน้ากว้าง              โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนห้องนอน        4 ห้อง
 จำนวนที่จอดรถ       ตั้งแแต่ 3 ถึง 4 คัน
 สาธารณูปโภค        สวนสาธารณะ, คลับเฮาส์, สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, รปภ., CCTV, สนามเด็กเล่น, Co-working space

สถานที่ใกล้เคียง
 โซน           นนทบุรี, บางบัวทอง, บางใหญ่, ปากเกร็ด
 ที่ตั้ง           ถนนราชพฤกษ์ ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

 ขนส่งสาธารณะ
ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีชมพู, สถานี(แคราย - มีนบุรี)(เลี่ยงเมืองปากเกร็ด)
ใกล้ถนนสายหลัก (ถนนราชพฤกษ์, ถนนชัยพฤกษ์, ถนนรัตนาธิเบศร์, ถนนติวานนท์, ถนนกาญจนาภิเษก

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง
ศูนย์การค้า/ไลฟ์สไตล์
1.Robinson Lifestyle ราชพฤกษ์ 500 ม.
2.Home Pro ชัยพฤกษ์ 3 กม.
3.Index Living Mall ชัยพฤกษ์ 3.3 กม.

สถานศึกษา
1.โรงเรียนนานาชาติ เด่นหล้า DBS 3.5 กม.
2.โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ SISB 6 กม.
3.โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ 7 กม.

โรงพยาบาล
1.โรงพยาบาลปากเกร็ด 6 กม.
2.โรงพยาบาลวิภารามปากเกร็ด 8.2 กม.
3.โรงพยาบาลกรุงไทย เวสเทิร์น 9.2 กม.

3
ไม่ควรรอช้า ! จัดฟันเด็กเล็ก ดีกว่าจัดฟันตอนโต !

มีความเชื่อมากมายของคนในอดีตเกี่ยวกับการจัดฟัน เช่น ไม่ควรจัดฟันตอนเด็ก เพราะ จะทำให้ช่องปากมีปัญหา บ้างก็ว่าจัดตอนเด็กโตไปก็ต้องจัดใหม่อีกรอบอยู่ดี บ้างก็มองถึงความไม่เหมาะสม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การพัฒนาด้านทันตกรรม และการศึกษาที่มากขึ้นจากทั่วโลกทำให้ทราบแล้วว่า การจัดฟันควรทำก่อน อายุ 13 ปี นอกจากจะทำให้ฟันเข้ารูปเรียงตัวกันสวยงามตามธรรมชาติได้ง่ายกว่าในวัยเจริญเติบโตแล้ว ยังทำให้ใบหน้าเข้ารูปสวยงามได้อีกด้วย ซึ่งต่างจากการจัดฟันตอนที่อยู่ในช่วงใกล้หยุดเจริญเติบโต หรือในช่วงเด็กโตเนื่องจากฟันจะเข้ารูปยากกว่าแถมไม่ช่วยเรื่องโครงหน้าอีกด้วย

โดยในวันนี้จะพาคุณผู้อ่านที่กำลังสนใจจะให้บุตรหลานทำการจัดฟัน มาทำความรู้จักกับ EF Line อุปกรณ์จัดฟันเด็กเล็กนวัตกรรมทางทันตกรรมที่ได้รับการลองรับจากทั่วโลก ดังต่อไปนี้

จัดฟันในเด็กเล็กควรเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

เด็กเล็กสามารถจัดฟันได้ตั้งแต่ฟันยังเริ่มเป็นฟันน้ำนม หรือจะรอให้ฟันแท้ขึ้นครบก่อนก็ได้ แต่ควรเริ่มจัดฟันในระยะแรกเมื่อฟันแท้ขึ้นครบ เพราะจะทำให้รักษาได้ง่าย ค่าใช้จ่ายจึงน้อยลงตามไปด้วย และที่สำคัญคือ ผลการรักษาที่ออกมามีประสิทธิภาพและยั่งยืนกว่ามาทำตอนที่โตแล้วมาก

สาเหตุที่ส่งผลให้ฟันแท้เรียงตัวผิดปกติไม่สวยงามตามธรรมชาติ ?

     พันธุกรรม
     การดูแลฟันน้ำนมไม่ดีพอ จนทำให้ต้องถอนก่อนกำหนด ทำให้ฟันแท้เกิดการล้มเกได้ง่าย
     พฤติกรรมต่างๆในวัยเด็ก เช่น ดูดนิ้ว กัดเล็บ ติดจุกนมปลอม หายใจทางปาก และ กัดริมฝีปาก
     ปัญหาด้านสุขภาพต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ


EF Line อุปกรณ์จัดฟันเด็กเล็ก ?

จากการศึกษาในปัจจุบันทำให้ทราบได้ว่า กล้ามเนื้อใบหน้า และ ลิ้น มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ขนาด และการทำงานของกระดูกขากรรไกรและใบหน้า จึงได้ทำการคิดค้นเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องการปรับปรุงแก้ไขกล้ามเนื้อขากรรไกร รวมถึงจัดฟันที่ผิดปกติให้กลับเข้าที่ได้ด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะทุกส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างอัศจรรย์ โดยเรื่องมือนี้คือ EF Line

โดย EF Line สามารถเริ่มใช้ได้ตั้งแต่เด็กเล็กอายุประมาณ 4 ปี จนถึงอายุ 15 ปี ซึ่งเครื่องมือ EF Line นี้สามารถแก้ปัญหาได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ปัญหารูปทรงใบหน้าที่ไม่เข้ารูป คางยื่น คางยุบ ให้กลับเข้าสู่สภาพโครงหน้าปกติ รวมถึงเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับฟันที่เรียงตัวผิดปกติซึ่งส่งผลถึงปัญหามากมายในอนาคต

ซึ่ง EF Line จัดเป็นงานการประยุกต์และปรับปรุงการเจริญเติบโตซึ่งจะได้ผลดีเมื่อเริ่มในเด็ก ในผู้ป่วยที่สบฟันแบบ ฟันบนยื่นมาก โดยสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วโดยใช้ระยะเวลาเพียงแค่ 6-9 เดือนเท่านั้นเอง ต่างกับการที่ไปรอจัดฟันในช่วงเด็กโต เพราะอาจจะต้องใช้ระยะเวลาจัดฟันเป็นปีกว่าจะเข้ารูปสวยงาม ทำให้การจัดฟันในเด็กเล็กมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าอีกด้วย


EF Line กระบวนการจัดฟันปรับโครงหน้าเด็ก สามารถแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง ?

     ฟันล่างสบคร่อมฟันบน
     ฟันสบลึก
     ฟันสบเปิด
     นิสัยผิดปกติของเด็ก
     การกลืนผิดปกติ
     การวางลิ้นผิดปกติ
     การหายใจทางปาก
     คางเบี้ยว
     นอนกรน


วิธีการใช้งาน อุปกรณ์ EF Line อย่างถูกต้อง !

     ก่อนที่จะทำการใช้เครื่องมือ EF Line ควรพาเด็กเล็กที่ต้องการใส่อุปกรณ์ ไปพบทันตแพทย์เพื่อให้ตรวจสอบวินิจฉัย
     ต้องอยู่ในความดูแลของทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตลอดการจัดฟัน เพื่อได้รับคำแนะที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
     เมื่อได้อุปกรณ์จัดฟันเด็ก EF Line มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้องให้เริ่มทำการใส่โดยตอนกลางคืนให้เด็กๆใส่นอนไว้เลยเป็นเวลาประมาณ 10 ชั่วโมง และในเวลากลางวันเมื่อเด็กตื่นนอนให้ใส่ติดปากไว้ ประมาณ 2 ชั่วโมง และในขณะที่ใส่อุปกรณ์ ห้ามให้เด็กเคี้ยวอะไรเล่น พยายามให้พูดน้อยที่สุด และปิดปากให้สนิทที่สุดเท่าที่จะทำได้
     ในขณะที่ใส่อุปกรณ์อยู่พยายามให้เด็กดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความชุ่มชื่นในปาก ลดการระคายเคืองในช่องปากที่ก่อให้เกิดแผลจากการเสียดสี
     ไม่ว่าเด็กจะขอถอดออกอย่างไรก็ห้ามตามใจจนกว่าจะครบกำหนดเวลา เพราะในการใส่อุปกรณ์ช่วงแรก เด็กจะรู้สึกไม่สบายปาก ระคายเคือง และอาจจะมีอาการเหมือนอยากอาเจียนบ้าง แต่เมื่อนานไปเด็กจะสามารถใส่ได้นานขึ้นหลังจากเคยชิน
     สุดท้ายคือ ห้ามละเลยกับการพบทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการวิเคราะห์ตรวจวินิจฉัยถึงการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ


4
ควรเลือกผ้ากันไฟ ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน

การเลือกผ้ากันไฟให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผ้ากันไฟมีประสิทธิภาพในการป้องกันอันตรายจากไฟและสะเก็ดไฟได้อย่างเหมาะสม โดยมีปัจจัยที่ควรพิจารณาดังนี้:

1. ลักษณะการใช้งาน
งานเชื่อม งานเจียร หรือตัดโลหะ:
ควรเลือกผ้ากันสะเก็ดไฟที่มีความหนาและทนทานต่อสะเก็ดไฟและความร้อนสูง
หากต้องเจอกับสะเก็ดไฟจากงานตัดเหล็กขนาดใหญ่ ควรเลือกผ้าซิลิกา

ดับไฟขนาดเล็ก:
เลือกผ้าห่มดับไฟที่คลุมหรือห่อหุ้มวัตถุที่กำลังลุกไหม้ได้มิดชิด
ควรเลือกผ้าห่มดับไฟที่มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ที่ต้องการป้องกัน

กั้นแบ่งพื้นที่:
เลือกม่านกันไฟที่กั้นการลามของไฟได้ดี และมีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่
ควรเลือกม่านกันไฟที่มีความทนทานต่อเปลวไฟและควัน

หุ้มฉนวน:
เลือกฉนวนกันความร้อนที่หุ้มท่อหรืออุปกรณ์ได้แน่นหนา
ควรเลือกฉนวนกันความร้อนที่มีความทนทานต่ออุณหภูมิสูงและสารเคมี

2. อุณหภูมิ
เลือกผ้ากันไฟที่ทนอุณหภูมิได้ตามที่ต้องการ
หากต้องเจอกับความร้อนสูงมาก ควรเลือกผ้าซิลิกา
หากอุณหภูมิทั่วไป เลือกใช้ผ้าใยแก้วก็เพียงพอ

3. งบประมาณ
ผ้ากันไฟมีหลายราคา ควรเลือกผ้าที่มีคุณภาพดีและเหมาะสมกับงบประมาณ

4. ความทนทาน
หากต้องการความทนทานต่อการฉีกขาด ควรเลือกผ้าเคฟลาร์

5. คุณสมบัติเพิ่มเติม
หากต้องการกันน้ำหรือสารเคมี ควรเลือกผ้าที่เคลือบสารพิเศษ
ประเภทของผ้ากันไฟและการเลือกใช้

ผ้ากันสะเก็ดไฟ:
ใช้ในงานเชื่อม งานเจียร หรือตัดโลหะ
ควรเลือกผ้าที่มีความหนาและทนทานต่อสะเก็ดไฟ
ถ้าต้องเจอกับสะเก็ดไฟจากงานตัดเหล็กขนาดใหญ่ ควรเลือกผ้าซิลิก้า

ผ้าห่มดับไฟ:
ใช้ดับไฟขนาดเล็กในครัวเรือน หรือในรถยนต์
ควรเลือกผ้าที่คลุมหรือห่อหุ้มวัตถุที่กำลังลุกไหม้ได้มิดชิด

ม่านกันไฟ:
ใช้กั้นแบ่งพื้นที่ในโรงงาน หรือในอาคาร
ควรเลือกม่านที่กันไฟลามได้ดี และมีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่

ฉนวนกันความร้อน:
ใช้หุ้มท่อหรืออุปกรณ์ต่างๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม
ควรเลือกฉนวนที่ทนความร้อนได้ดี และมีขนาดเหมาะสมกับท่อหรืออุปกรณ์

ตัวอย่างการเลือกผ้ากันไฟให้เหมาะสมกับงาน

งานเชื่อมทั่วไป: เลือกผ้าใยแก้วสีทองหนา 0.9 มม. น้ำหนัก 890 กรัม/ตร.ม.
งานตัดเหล็กขนาดใหญ่: เลือกผ้าซิลิก้า
ดับไฟขนาดเล็กในครัวเรือน: เลือกผ้าห่มดับไฟขนาด 1 เมตร x 1 เมตร หรือ 1.2 เมตร x 1.8 เมตร
กั้นแบ่งพื้นที่ในโรงงาน: เลือกม่านกันไฟที่มีขนาดเหมาะสมกับช่องเปิด
หุ้มท่อที่มีความร้อนสูง: เลือกฉนวนกันความร้อนที่ทำจากผ้าซิลิกา

การเลือกผ้ากันไฟให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน จะช่วยให้คุณปลอดภัยจากอันตรายจากไฟและสะเก็ดไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

5
มอเตอร์โชว์: โตโยต้า Toyota Fortuner 2.8 Legender 4WD AT ปี 2024
1,904,000 บาท

โตโยต้า Toyota Fortuner 2.8 Legender 4WD AT ปี 2024
Toyota Fortuner 2.8 Legender 4WD รุ่นยอดนิยม ด้วยภาพลักษณ์อันหรูหราแบบผู้นำ พร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์และระบบความปลอดภัยไฮเทค ครบครัน เติมความพิเศษเหนือระดับ ด้วยหน้าจอ 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay & Android Auto แบบไร้สาย, มั่นใจทุกการเดินทางด้วยระบบช่วยเดือนลมยาง, ขับเคลื่อนเต็มพลังด้วยเครื่องยนต์ 2.8 GD Super Power, ขับเคลื่อนเหนือระดับด้วยช่วงล่างปรับจูนพิเศษเฉพาะรุ่น LEGENDER เพิ่มความนุ่มนวล ดูดซับแรงสั่นสะเทือนดีเยี่ยม และ ปลอดภัยเหนือระดับด้วย Toyota Safety sense ระบบความปลอดภัยก่อนการชน - ระบบเตือนเมื่ออกนอกเลนพร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ และระบบควบคุม พร้อมปรับรถความเร็วอัตโนมัติ

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์           Toyota
   รุ่น                โตโยต้า Toyota Fortuner 2.8 Legender 4WD AT ปี 2024
   ประเภทรถ
   ปีที่เปิดตัว          2024
   ราคา               1,904,000 บาท

ดีไซน์
   ภายนอก
   ภายใน

สเปค
   เครื่องยนต์                      1GD-FTV (High), 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว VN เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ (euro5)

   ขนาดเครื่องยนต์ (CC)        2,755 CC
   กำลังเครื่องยนต์ (แรงม้า)     204 แรงม้า
   ระบบเกียร์                     เกียร์ออโต้ 6AT
   รูปแบบเกียร์                  พร้อม Sequential Shift และ paddle Shift
   ระบบเบรค ABS             มี (พร้อมระบบกระจายแรงเบรค EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA)
   ประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง
   ความจุถังน้ำมัน (ลิตร)     N/A
   ระบบจ่ายน้ำมัน             หัวฉีดไดเร็คอินเจคชั่น คอมมอนเรล

   น้ำหนักตัวรถ                 -
   ประเภทยางรถยนต์          -
   ขนาดล้อ (นิ้ว)             
   ระบบขับเคลื่อน            ขับเคลื่อนสี่ล้อ Full Time

ระบบความปลอดภัยระบบความปลอดภัย
อุปกรณ์ความปลอดภัย

6
วัดหน้าต่างนอกตั้งขึ้นในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาเชิญชวนใส่ชุดขาวปฏิบัติธรรม เพื่อความพ้นทุกข์ตามแนวสติปัฏฐานสี่

วัดหน้าต่างนอกเป็นอัญมณีที่ซ่อนเร้นอยู่ในทิวทัศน์อันเงียบสงบของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบสำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบ การฟื้นฟูจิตวิญญาณและหลีกหนีจากโลกสมัยใหม่ที่เร่งรีบ วัดแห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องความสำคัญทางประวัติศาสตร์เหมาะใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดหน้าต่างนอกจึงเชิญชวนให้ผู้มาเยี่ยมชมได้ร่วมปฏิบัติธรรม

ต่อไปนี้คือสิ่งที่ทำให้วัดนางทองนอกเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมในอุดมคติและวิธีที่คุณจะได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมอันเงียบสงบของวัดแห่งนี้
ประวัติความเป็นมาและความสำคัญทางจิตวิญญาณของวัดหน้าต่างนอก
วัดหน้าต่างนอก มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์โบราณของอยุธยา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองด้านวัฒนธรรม การค้าและจิตวิญญาณ วัดแห่งนี้สะท้อนถึงความมั่งคั่งทางจิตวิญญาณของยุคนั้นและขึ้นชื่อในเรื่องบรรยากาศอันเงียบสงบ ทำให้เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการนั่งสมาธิ สถาปัตยกรรมของวัดซึ่งเน้นการออกแบบแบบอยุธยาดั้งเดิมและรูปปั้นพระพุทธเจ้าอันเงียบสงบ สร้างบรรยากาศอันเงียบสงบซึ่งสร้างบรรยากาศแห่งการทบทวนตนเองและการมีสติ

การฝึกสมาธิ ณ วัดหน้าต่างนอก
ที่วัดหน้าต่างนอก การทำสมาธิมักจะผสมผสานกับการปฏิบัติทางพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าร่วมการทำสมาธิได้ทั้งการเดินและนั่งสมาธิ โดยเน้นที่การมีสติในการหายใจและการรับรู้ร่างกาย พระภิกษุประจำวัดจะแนะนำผู้เข้าร่วมด้วยเทคนิคต่างๆ ที่ช่วยให้จิตใจสงบ คลายความเครียด และเสริมสร้างความสงบภายใน การทำสมาธิแบบมีไกด์สำหรับผู้เริ่มต้นนั้นมีให้บริการ ส่วนผู้ปฏิบัติที่มีประสบการณ์มากกว่านั้นสามารถนั่งสมาธิได้ด้วยตนเองในพื้นที่เงียบสงบที่กำหนดไว้

สภาพแวดล้อมในการทำสมาธิ: สิ่งที่คาดหวัง
บริเวณวัดมีต้นไม้เขียวขจี ลำธารอันเงียบสงบและจุดสงบเงียบสำหรับการทำสมาธิ พื้นที่สวนขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้ร่มรื่นช่วยให้สามารถเดินสมาธิได้ โดยผู้ปฏิบัติธรรมสามารถมีสมาธิจดจ่อกับสภาพแวดล้อมได้อย่างมีสติ โถงนั่งสมาธิหลักประดับด้วยรูปปั้นพระพุทธเจ้าและธูปหอมเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการนั่งสมาธิและสวดมนต์เงียบๆ

การเตรียมตัวสำหรับการเดินทางปฏิบัติธรรม ณ วัดหน้าต่างนอก
หากคุณวางแผนที่จะไปเยี่ยมชมวัดนางทองนอก เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝาก:

การแต่งกายสุภาพ:เพื่อแสดงความเคารพต่อวัด ควรสวมเสื้อผ้าที่สุภาพและสบายตัว เสื้อผ้าที่หลวมๆ เหมาะสำหรับการนั่งสมาธิ
ปฏิบัติตามตารางเวลา:ติดต่อวัดล่วงหน้าเพื่อสอบถามตารางการทำสมาธิ เนื่องจากช่วงเวลาการทำสมาธิอาจมีการเปลี่ยนแปลง
เคารพมารยาทในวัด:ความเงียบและการเคารพผู้ร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญ ควรหลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์และคุยเสียงดังเพื่อรักษาบรรยากาศที่สงบสุข
ประสบการณ์เพิ่มเติม
หลังจากทำสมาธิแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมวัดหน้าต่างนอกได้ เช่น:

ทัวร์วัด:เรียนรู้เกี่ยวกับภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของวัดและสังเกตสถาปัตยกรรมอันซับซ้อนและรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์
การโต้ตอบกับพระสงฆ์:ร่วมสนทนาธรรมกับพระสงฆ์เพื่อรับความรู้เกี่ยวกับคำสอนของพุทธศาสนาและการเติบโตทางจิตวิญญาณ
การเดินสมาธิท่ามกลางธรรมชาติ:เดินเล่นสบาย ๆ รอบบริเวณวัดเพื่อชื่นชมความงามของธรรมชาติและฝึกปฏิบัติสมาธิ
ถึงวัดหน้าต่างนอก
สามารถเดินทางไปยังวัดนางทองนอกได้สะดวกจากใจกลางเมืองอยุธยา นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปยังวัดได้โดยใช้บริการขนส่งในท้องถิ่น เช่น รถตุ๊ก-ตุ๊ก หรือรถยนต์และเพลิดเพลินไปกับการเดินทางชมทัศนียภาพอันสวยงามของภูมิประเทศทางประวัติศาสตร์ของอยุธยา

การปฏิบัติธรรมที่วัดหน้าต่างนอกเป็นโอกาสอันล้ำลึกสำหรับการไตร่ตรองตนเอง ความสงบและการค้นพบทางจิตวิญญาณ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่ช่ำชองหรือเพิ่งเริ่มปฏิบัติธรรม สภาพแวดล้อมอันเงียบสงบและบรรยากาศอันอบอุ่นของวัดทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับการเปลี่ยนแปลงภายใน

7
บริการด้านอาหาร: อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง มีอะไรบ้าง รับประทานเท่าไรถึงพอดี

อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงเป็นอาหารที่ทุกคนควรทำความรู้จัก เนื่องจากฟอสฟอรัสเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายในหลายด้าน เช่น เป็นส่วนประกอบของสารพันธุกรรม ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมกระดูกและฟัน เป็นส่วนสำคัญในการบวนการกักเก็บหรือการใช้พลังงานของร่างกายและการแบ่งตัวของเซลล์

อีกทั้งการขาดฟอสฟอรัสยังอาจส่งผลให้เกิดภาวะฟอสเฟตในเลือดต่ำ (Hypophosphatemia) จนอาจนำไปสู่โรคอีกมากมาย เช่น โลหิตจาง โรคกระดูกน่วม (Osteomalacia) อะนอเร็กเซีย (Anorexia)

การรับประทานฟอสฟอรัสให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่หลายคนควรทราบก่อนรับประทานอาหารประเภทนี้ ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น มาหาคำตอบกัน

อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง รับประทานแค่ไหนถึงพอดี

แม้ฟอสฟอรัสจะเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่หากได้รับมากจนระดับฟอสฟอรัสสูงเกินไป อาจส่งผลเสียต่อไต กระดูก หัวใจ และหลอดเลือดได้ โดยระดับฟอสฟอรัสที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับสุขภาพไตของแต่ละคน เนื่องจากไตมีหน้าที่คอยกำจัดฟอสฟอรัสส่วนเกินในร่างกาย

สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพปกติ และผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ปริมาณการรับประทานฟอสฟอรัสที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 700 มิลลิกรัม/วัน ส่วนทารกและเด็ก อาจจะรับประทานในปริมาณตามช่วงอายุดังต่อไปนี้

ทารกที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน ให้รับประทานจากนมแม่
ทารกในช่วงอายุ 6–11 เดือน ให้รับประทานในปริมาณ 275 มิลลิกรัม/วัน
เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 1–8 ปี ให้รับประทานในปริมาณ 460–500 มิลลิกรัม/วัน
เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 9–18 ปี ให้รับประทานในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัม/วัน

ส่วนผู้ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพ เช่น ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ที่กำลังใช้ยาบางชนิดอยู่ โดยเฉพาะยาลดกรดและยาระบาย หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการขับฟอสฟอรัสออกจากร่างกาย ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณการรับประทานฟอสฟอรัสที่เหมาะสมก่อน เนื่องจากผู้ป่วยในกลุ่มนี้อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรับประทานฟอสฟอรัสได้ง่าย

อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง หาจากที่ไหนได้บ้าง

ก่อนจะทำความรู้จักกับอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ควรเข้าใจก่อนว่าฟอสฟอรัสพบได้ในอาหารหลากหลายชนิด ทั้งจากสัตว์และพืช แต่ฟอสฟอรัสที่พบในธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole Grains) อย่างข้าวสาลี หรือข้าวโอ๊ต มักอยู่ในรูปแบบกรดไฟติก (Phytic Acid) ซึ่งเป็นฟอสฟอรัสในรูปแบบที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้

หรือหากต้องการจะรับประทานธัญพืชเต็มเมล็ดให้ได้ฟอสฟอรัส อาจจะต้องนำธัญพืชไปแช่น้ำ หรือหมักก่อน เพื่อช่วยให้กรดไฟติกบางส่วนถูกย่อยและถูกดูดซึมได้

โดยตัวอย่างของอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงที่หารับประทานได้ง่าย เช่น

อาหารทะเล

อาหารทะเล โดยเฉพาะหอยลาย ปลาแซลมอน และปู ถือเป็นแหล่งของฟอสฟอรัสที่ดี แต่ปริมาณของฟอสฟอรัสอาจแตกต่างกันไปตามชนิดของอาหาร เช่น ในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน หอยลายจะให้ฟอสฟอรัสอยู่ที่ประมาณ 198 มิลลิกรัม ปลาแซลมอนอยู่ที่ประมาณ 261 มิลลิกรัม และปูจะอยู่ที่ประมาณ 232 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ อาหารทะเลบางชนิด อย่างปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรล ยังมีสารอาหารดี ๆ อย่างกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นสารอาหารที่ดีต่อหัวใจและสมองอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม อาหารทะเลบางชนิด อย่างปลาทูน่า หรือปลาอินทรี อาจมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารปรอท ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ จึงควรเลือกซื้ออาหารทะเลจากแหล่งที่มีความสะอาดและเชื่อถือได้เท่านั้น

นมและผลิตภัณฑ์จากนม

นมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส โยเกิร์ต ถือเป็นอาหารที่หลายคนน่าจะหารับประทานได้ง่าย โดยปริมาณฟอสฟอรัสจะแตกต่างกันไป เช่น นม 1 แก้วหรือประมาณ 244 มิลลิลิตรจะให้ฟอสฟอรัสประมาณ 246 มิลลิกรัม โยเกิร์ต 1 ถ้วยหรือประมาณ 245 กรัม จะให้ฟอสฟอรัสประมาณ 252 มิลลิกรัม และชีส 1 แผ่นหรือประมาณ 21 กรัม จะให้ฟอสฟอรัสประมาณ 161 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ อาหารชนิดนี้ยังอุดมไปด้วยสารอาหารอื่น ๆ เช่น แคลเซียม วิตามินดี วิตามินเอ โพแทสเซียม แต่ปริมาณอาจแตกต่างกันไปตามสูตรหรือยี่ห้อ

เนื้อหมูและไก่

เนื้อหมูและไก่ถือเป็นวัตถุดิบที่พบได้ในอาหารหลายเมนู โดยในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน เนื้อหมูจะให้ฟอสฟอรัสประมาณ 175 มิลลิกรัม ส่วนเนื้อไก่จะอยู่ที่ประมาณ 178 มิลลิกรัม แต่ปริมาณอาจลดลงไปบ้างเมื่อนำไปประกอบอาหาร โดยเฉพาะการต้ม

นอกจากฟอสฟอรัสแล้ว เนื้อหมูและเนื้อไก่ยังให้สารอาหารอื่น ๆ ที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย เช่น โปรตีน วิตามินบี สังกะสี ธาตุเหล็ก ซีลีเนียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม

ทั้งนี้ อาหารประเภทเนื้อสัตว์มักมีไขมันไม่อิ่มตัว (Saturated Fats) อยู่ด้วย โดยไขมันชนิดนี้เป็นไขมันที่อาจส่งผลให้คอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (Low–Density Lipoprotein: LDL) ในร่างกายเพิ่มขึ้น จนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมองได้ ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดี หากต้องการรับประทานอาหารประเภทนี้ ควรเลือกเนื้อส่วนที่ไม่ติดหนังหรือมีไขมันต่ำแทน
ไข่

ไข่น่าจะเป็นหนึ่งในอาหารที่หลายคนมักจะซื้อติดบ้านไว้ โดยไข่ขนาดใหญ่ 1 ฟองจะให้ฟอสฟอรัสอยู่ที่ประมาณ 92.6 มิลลิกรัม อีกทั้งยังมาพร้อมกับสารอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี โฟเลท และซีลีเนียม

ทั้งนี้ ฟอสฟอรัสยังสามารถพบได้ในอาหารประเภทพืชอีกด้วย เช่น พืชตระกูลถั่ว หรือธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งแม้จะให้ฟอสฟอรัสในรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมได้ยาก แต่อาหารประเภทนี้ก็ยังมีสารอาหารจำเป็นอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ

ดังนั้น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนเพียงพอ การรับประทานอาหารที่หลากหลายจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกรับประทานในรูปแบบอาหาร การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีฟอสฟอรัสก็อาจช่วยได้เช่นกัน แต่ก่อนรับประทานควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาบางชนิดอยู่ เพื่อความปลอดภัยต่อร่างกาย

8
จัดฟันบางนา: ปัญหาที่พบบ่อย หลังจาก ฝังรากฟันเทียม !

ทุกการผ่าตัดทางการแพทย์หรือแม้แต่การผ่าตัดทางทันตกรรม ก็ต้องมีปัญหาหลังจากการเข้ารับการผ่าตัดด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต หรือปัญหาที่เกิดขึ้นภายในช่องปากหรือบาดแผลที่ได้จากการผ่าตัด ซึ่งทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของปัญหาเหล่านั้น อย่างที่ทราบกันดีว่า การฝังรากฟันเทียมนั้น จะต้องมีการผ่าตัดเพื่อทำการฝังรากฟันเทียมลงไปบนกระดูกขากรรไกร

ซึ่งแน่นอนว่า การที่จะมีเครื่องมือหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอยู่ภายในช่องปาก อาจจะทำให้ผู้เข้ารับการรักษาอาจจะยังไม่ชิน ซึ่งต้องมีการปรับตัวค่อนข้างเยอะ และปัญหาจากการฝังรากฟันเทียมนั้น ก็สามารถแก้ไขได้ หากไม่มีการเสียหายของรากฟันที่ทำการฝังเข้าไปแล้ว

สำหรับปัญหาที่อาจจะพบได้บ่อยๆ หลังจากการฝังรากฟันเทียม ก็อาจจะเกิดการอักเสบของแผล หรือรากฟันเทียมหลวม รู้สึกไม่กระชับ ซึ่งเกิดจากกระดูกรองรับฟันที่ไม่แข็งแรงมากพอ โดยปัญหาเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นได้ รวมไปถึงอาจจะมีอาการเสียวบริเวณบาดแผล หรืออาการปวด ที่จะต้องเจอหลังจากการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม แต่ในกรณีที่อาการเจ็บปวดไม่หาย หลังจากที่ฝังรากฟันเทียมมาสักระยะ ถือเป็นเรื่องผิดปกติ ผู้เข้ารับการรักษาต้องเข้าพบทันตแพทย์ทันที เพื่อแก้ไขปัญหา หากละเลยอาจจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการอักเสบแบบเรื้อรัง ซึ่งจะทำให้มีความยุ่งยากในการรักษา

หากผู้เข้ารับการรักษาเจอกับอาการข้าวต้นที่กล่าวมา ควรเข้าปรึกษาทันตแพทย์ ทั้งนี้ปัญหาหลังจากการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม อาจจะเกิดขึ้นได้สนบางกรณี ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะเจอกับปัญหาดังกล่าว เพราะฉะนั้นสามารถป้องกันได้ด้วยการปฏบัติตัวตามคำแนะนำของทันตแพทย์ผู้ทำการรักษาอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดปัญหา

อย่างไรก็ตาม หากต้องการที่เข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม ทางคลีนิคเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์การรักษาด้วยการฝังรากฟันเทียม มาอย่างยาวนาน มีความรู้เฉพาะด้านและมีการการันตีถึงผลการรักษาถึงอัตราความสำเร็จ เพื่อให้คุณได้มั่นใจว่า สุขภาพข่องปากของคุณได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ

9
ชุดปฏิบัติธรรม ชุดแม่ชี เราเป็น โรงงานผลิตโดยตรง
ตัดเย็บปราณีต ทรงสวย เรียบหรู ดูสง่างดงาม
ผลิตจาก ผ้าฝ้ายแท้ 100% เกรดพรีเมียม

ชุดปฏิบัติธรรม ชุดขาวไปวัด ชุดแม่ชี
– ราคาแยกรายชิ้น –
ทอย้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมชั้นดี
พร้อมส่งทุกไซส์
(กรณีสั่งตัดไซส์พิเศษ รอผลิต 7-10 วัน)
จัดส่งฟรี‼ เมื่อลูกค้าโอนชำระ
มีบริการเก็บเงินปลายทาง (+ตัวละ 10.-)

รับตัดชุดขาวไซส์ใหญ่พิเศษ
หมดกังวล หาไซส์ไม่ได้ ทางร้านเป็นโรงงานผลิตโดยตรง
สามารถสั่งตัดชุดได้ตามความต้องการ รอผลิต 7-10 วันทำการ

ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ

สัมผัสประสบการณ์ใหม่
จากผ้าฝ้ายแท้ 100%
 นุ่มสบาย ไม่ร้อน ไม่ระคายคือง
ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรเนื้อผ้า
การตัดเย็บ รวมไปถึงการจัดส่งแบบปกติ
และจัดส่งเร่งด่วน (Kerry EMS Grab)

ชุดขาวปฎิบัติธรรม ชุดขาวหญิง ชุดแม่ชี คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด

ชุดปฎิบัติธรรมชาย คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด


ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ



10
เคล็ดลับการขาย อาหารเดลิเวอรี่ สร้างอาชีพ ให้ได้กำไรดี

การขายอาหารเดลิเวอรี่เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากความสะดวกสบายในการสั่งซื้อและส่งอาหารถึงบ้าน ทำให้ผู้บริโภคหลายคนเลือกใช้บริการนี้มากขึ้น หากคุณต้องการสร้างอาชีพจากการขายอาหารเดลิเวอรี่ให้ได้กำไรดี ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จ:


1. สร้างความแตกต่างและคุณภาพ:

เมนูอาหารที่เป็นเอกลักษณ์:
คิดค้นเมนูอาหารที่แตกต่างจากร้านอื่น ๆ
ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและสดใหม่
ใส่ใจในรายละเอียดและรสชาติของอาหาร

บรรจุภัณฑ์:
เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่สะอาด ปลอดภัย และสวยงาม
ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สะดวกต่อการรับประทานและขนส่ง
รักษาอุณหภูมิและคุณภาพของอาหารระหว่างการขนส่ง

รูปภาพและวิดีโอ:
ถ่ายภาพอาหารให้สวยงาม น่ารับประทาน
ทำวิดีโอแนะนำเมนูหรือขั้นตอนการทำอาหาร


2. การตลาดและโปรโมชั่น:

ช่องทางออนไลน์:
เข้าร่วมแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ที่ได้รับความนิยม
สร้างเพจหรือเว็บไซต์เพื่อโปรโมทร้านค้า
ใช้โซเชียลมีเดียในการโฆษณาและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

โปรโมชั่นและส่วนลด:
จัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่
มอบส่วนลดสำหรับลูกค้าประจำ
สร้างโปรแกรมสะสมแต้มหรือบัตรสมาชิก

รีวิวและคะแนน:
ให้ความสำคัญกับรีวิวและคะแนนจากลูกค้า
ตอบคำถามและแก้ไขปัญหาของลูกค้าอย่างรวดเร็ว
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำ


3. การจัดการและบริการ:

การจัดการออเดอร์:
ตรวจสอบออเดอร์อย่างละเอียดและแม่นยำ
เตรียมอาหารให้รวดเร็วและตรงเวลา
ตรวจสอบความถูกต้องของอาหารก่อนส่งให้ลูกค้า

การจัดส่ง:
เลือกใช้บริการจัดส่งที่น่าเชื่อถือ
ตรวจสอบเส้นทางการจัดส่งและเวลาที่ใช้ในการจัดส่ง
แจ้งสถานะการจัดส่งให้ลูกค้าทราบ

บริการลูกค้า:
ใส่ใจในการบริการและตอบคำถามของลูกค้าอย่างรวดเร็ว
รับฟังความคิดเห็นและแก้ไขปัญหาของลูกค้า
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำ


4. เคล็ดลับเพิ่มเติม:

สร้างเรื่องราวและเอกลักษณ์ของร้านค้า: สร้างเรื่องราวและเอกลักษณ์ของร้านค้า
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์: สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์
พัฒนาตัวเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ: พัฒนาตัวเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

การขายอาหารเดลิเวอรี่ให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความตั้งใจ ความอดทน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ขอให้คุณประสบความสำเร็จในการสร้างอาชีพจากครัวที่บ้านของคุณ

11
มือถือ Xiaomi เสียวหมี่ Xiaomi RedmiNote 13 5G (6GB/128GB)
N/A 

เสียวหมี่ Xiaomi RedmiNote 13 5G (6GB/128GB)
กล้อง 3 ตัว 108MP คมชัดพิเศษ
ประสิทธิภาพ 5G ขั้นสูง
จอแสดงผล 120Hz FHD+ AMOLED
ชาร์จเร็ว 33W พร้อมแบตเตอรี่ 5000mAh*

รายละเอียดเบื้องต้น
   ยี่ห้อ-รุ่น                  เสียวหมี่ Xiaomi RedmiNote 13 5G (6GB/128GB)
   ราคากลาง                   -
   จำนวนซิม                2 ซิม (Nano Sim)
   แบบดีไซน์                จอสัมผัส
   สี                          White(Arctic White), Black(Graphite Black), Blue(Ocean Teal)
   ความถี่-เครือข่าย
2G(GSM: 850 900 1800 1900MHz)
3G(WCDMA:1/2/4/5/6/8/19)
4G(LTE FDD:B1/2/3/4/5/7/8/12/13/17/18/19/20/26/28/32/66 | LTE TDD:38/40/41)
5G(n1/3/5/7/8/20/28/38/40/41/66/77/78)

   ขนาด-น้ำหนัก                        ยาว 161.11 x กว้าง 74.95 x หนา 7.6 มม., น้ำหนัก 174.5 กรัม
   ความจุข้อมูลภายใน (ROM)        128 GB
   ความจุข้อมูลภายนอกสูงสุด            -
   แบตเตอรี่ และระบบชาร์จ            ความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh

จอแสดงผล
   ชนิดจอ                        จอสัมผัส (AMOLED)
   ความละเอียด                  6.67 นิ้ว, 1,080 x 2,400 px
   รายละเอียดอื่น
อัตรารีเฟรช: สูงสุด 120Hz
ความสว่าง: ความสว่าง 500nits
ความลึกของสี: 10 บิต
อัตราคอนทราสต์: 5,000,000:1
ช่วงสีกว้าง DCI-P3
ปกป้องหน้าจอด้วย Corning® Gorilla® Glass 5
การหรี่ไฟ PWM 1920Hz | ใบรับรองแสงสีฟ้าต่ำจาก TÜV Rheinland (โซลูชันฮาร์ดแวร์) | ใบรับรอง Circadian Friendly จาก TÜV Rheinland | ใบรับรองความไร้ซึ่งแสงกะพริบจาก TÜV Rheinland | โหมดอ่านหนังสือ

กล้องถ่ายรูป
   ขนาด-ความละเอียด                    กล้องหลัง (108 Mpx), กล้องหน้า (16 Mpx)
   ความละเอียดของภาพภ่ายสูงสุด
   คุณสมบัติ                                    -

ระบบปฏิบัติการ
   หน่วยประมวลผล (CPU)               MediaTek Dimensity 6080 Octa-Core CPU สูงสุด 2.4GHz
   หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU)       Mali-G57
   หน่วยความจำ (RAM)                  6.0 GB
   ระบบเชื่อมต่อภายนอก                   USB, Bluetooth(5.3), Jack, NFC, Wi-Fi(802.11a/b/g/n/ac, 2.4GHz&5GHz)
   ระบบรับส่งข้อความ                         -
   การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต                  3G, WiFi, 4G, 5G

12
ปล่อยรถไมล์น้อย FORD EVEREST 2.0 BI-TURBO WILDTRAK 4WD 2024

ฟอร์ด Ford Everest 2.0L Bi-Turbo Wildtrak 4x4 10AT ปี 2023
Ford Everest t 2.0L Bi-Turbo Wildtrak 4x4 10AT รุ่นย่อยใหม่ล่าสุดของรถยนต์นั่งอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวที่รักความท้าทายและการผจญภัย ต่อยอดสมรรถนะและเทคโนโลยีที่เหนือชั้นด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แบบไวลด์แทรค เน้นความเท่ แข็งแกร่ง และมีสไตล์ ภายในห้องโดยสารหรูหราสะดวกสบาย มอบประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางผจญภัยให้กับคุณและครอบครัว  มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E- Shifter มอบพละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ 4x4 ที่มีตัวเลือกโหมดการขับขี่มากถึง 6 โหมด ได้แก่ Normal, Eco, Tow/Haul, Slippery, Mud/Ruts และ Sand เพื่อสมรรถนะสูงสุดสำหรับการเดินทางบนทุกสภาพพื้นผิว

หมายเหตุ : รายละเอียดของรถยนตอ์าจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

รถผู้บริหาร รถทดลองขับ ไมล์น้อย ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ

โปรโมชั่นพิเศษ
ตั้งแต่ 26 มี.ค. - 31 มี.ค. 2568
ส่งฟรีถึงบ้านโดยรถสไลด์,รับประกันเครื่องเกียร์  1 ปี,รับประกันไมล์แท้
ซื้อสดไม่มีบวก vat 7%,ล้างขัดสีเช็ดระบบไฟก่อนส่งมอบ

ราคาพิเศษ 1,568,000 บาท

สนใจสอบถา มรายละเอียดกดลิ้ง https://www.checkraka.com/flashdeal/car

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์                 Ford
   รุ่น                      ฟอร์ด Ford Everest 2.0L Bi-Turbo Wildtrak 4x4 10AT ปี 2023
   ประเภทรถ             รถอเนกประสงค์ SUV
   ปีที่เปิดตัว             2023


13
หมอออนไลน์: โรคเรย์ซินโดรม (Reye’s syndrome)

โรคเรย์ซินโดรม (กลุ่มอาการเรย์) เป็นโรคที่มีความผิดปกติของตับร่วมกับสมอง ซึ่งเกิดขึ้นเฉียบพลันและรุนแรง แม้ว่าจะพบได้น้อย แต่มักจะเป็นอันตรายร้ายแรงถึงเสียชีวิตภายในเวลารวดเร็วได้ โรคนี้พบบ่อยในเด็กอายุ 4-16 ปี ในทารกและคนอายุ 19 ปีขึ้นไปพบได้น้อย


สาเหตุ

ยังไม่ทราบแน่ชัด พบว่ามักเป็นตามหลังโรคติดเชื้อไวรัส เช่น อีสุกอีใส ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด เป็นต้น ส่วนใหญ่พบว่าการใช้แอสไพรินบรรเทาไข้ในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้มากขึ้น โดยยังไม่อาจอธิบายถึงกลไกของการเกิดโรคได้

นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และไม่มีประวัติการใช้ยาแอสไพริน ก็อาจมีอาการแบบโรคเรย์ซินโดรม ซึ่งพิสูจน์พบว่ามีภาวะผิดปกติเกี่ยวกับเมตาบอลิซึมของสารบางชนิด โดยการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ (inborn error of metabolism) ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะไม่แสดงอาการ แต่เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสก็จะกระตุ้นให้อาการกำเริบขึ้นมา

โรคนี้ส่งผลให้เซลล์ในร่างกายทำงานผิดปกติ เกิดการสะสมไขมันในอวัยวะต่าง ๆ ที่สำคัญคือ ตับจะสูญเสียหน้าที่ ทำให้เกิดการคั่งของแอมโมเนียในเลือด ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะสมองบวม และความดันในกะโหลกศีรษะสูงกว่าปกติตามมาในที่สุด


อาการ

มักเกิดหลังจากเริ่มมีอาการแสดงของโรคติดเชื้อไวรัส (ส่วนใหญ่ ได้แก่ อีสุกอีใส ไข้หวัดใหญ่ นอกนั้นเป็นไข้หวัด และโรคติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ) ประมาณ 3-7 วัน หรือบางรายอาจนานถึง 3 สัปดาห์ ซึ่งอยู่ในช่วงที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้นหรือหายดีแล้ว แต่อยู่ ๆ กลับมีอาการไม่สบายใหม่ ด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างต่อเนื่องอยู่ 1-3 วัน แล้วตามด้วยอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ซึม อยากนอน ต่อมาจะมีอาการกระสับกระส่าย มีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือแปลก ๆ ไม่มีเหตุผล สับสน และในที่สุดจะเพ้อคลั่ง กรีดร้อง หมดสติ ชักเกร็ง อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน

ในทารกอาการแรกเริ่มอาจไม่ใช่คลื่นไส้ อาเจียน แต่อาจมีอาการท้องเดิน หายใจหอบลึก ก่อนจะมีอาการทางสมองตามมา


ภาวะแทรกซ้อน

อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคลมชักต่อเนื่อง โรคเบาจืด เลือดออกในทางเดินอาหาร ภาวะการหายใจล้มเหลว ภาวะหัวใจวาย ไตวายเฉียบพลัน ตับอ่อนอักเสบ ปอดอักเสบจากการสำลัก (aspiration pneumonia) โลหิตเป็นพิษ เป็นต้น


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

มักไม่มีไข้ อาจพบภาวะขาดน้ำจากอาการอาเจียน

มักจะพบอาการทางสมอง เช่น ซึม ก้าวร้าว สับสน จำพ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่ได้ พูดอ้อแอ้ ชักเกร็ง หมดสติ แขนขาอ่อนปวกเปียก รูม่านตาโต เป็นต้น

มักคลำได้ตับโต ส่วนอาการดีซ่าน (ตาเหลือง) จะตรวจไม่พบ หรือมีเพียงเล็กน้อยไม่ชัดเจน

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการตรวจเลือด (ที่สำคัญจะพบเอนไซม์ตับ ได้แก่ AST และ ALT สูงกว่าปกติประมาณ 3 เท่า นอกจากนั้น อาจพบระดับแอมโมเนียในเลือดสูง ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ) บางครั้งอาจทำการเจาะหลัง (เพื่อแยกออกจากโรคติดเชื้อของสมอง) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (พบภาวะสมองบวม) เจาะตับนำชิ้นเนื้อไปพิสูจน์ (liver biopsy) เป็นต้น


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะรับตัวผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาล ให้การรักษาแบบประคับประคอง เช่น ปรับดุลสารน้ำและอิเล็กโทรไลต์ ให้ยาลดภาวะสมองบวม แก้ไขภาวะเลือดออกและความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด ใช้เครื่องช่วยหายใจ (ถ้าหายใจลำบาก) เป็นต้น รวมทั้งให้การรักษาภาวะแทรกซ้อนที่พบ

ผลการรักษา ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ถ้าให้การรักษาในระยะแรกเริ่มซึ่งยังไม่มีอาการรุนแรง ก็มักจะหายขาดได้ แต่ถ้าปล่อยให้มีอาการทางสมองรุนแรงแล้วค่อยให้การรักษา ก็มักจะเสียชีวิต หรือพิการทางสมอง


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น หลังมีไข้และไข้ลงแล้ว กลับมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างต่อเนื่อง ซึม กระสับกระส่าย สับสน เพ้อคลั่ง กรีดร้อง ชักเกร็ง หรือหมดสติ ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

เมื่อพบว่าเป็น โรคเรย์ซินโดรม ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด


การป้องกัน

1. ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี ที่มีไข้หรือเป็นโรคติดเชื้อไวรัส ควรใช้พาราเซตามอลในการบรรเทาไข้ หลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน รวมทั้งยาแก้ปวดลดไข้ที่ไม่แน่ใจว่ามีแอสไพรินผสมหรือไม่

2. ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้แอสไพรินรักษาประจำ เช่น โรคปวดข้อรูมาตอยด์ ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่และอีสุกอีใส เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคนี้


ข้อแนะนำ

1. โรคนี้ไม่มีการแพร่กระจายติดต่อให้คนอื่น จะเกิดขึ้นกับเด็กบางคนเป็นการเฉพาะ แต่โรคติดเชื้อไวรัสที่ผู้ป่วยเป็นก่อนหน้าที่จะมีอาการของเรย์ซินโดรม อาจติดต่อได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดโรคนี้ตามมาเสมอไป

2. การวินิจฉัยได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มมีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้รักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น ถ้าพบว่าเด็กมีอาการอาเจียนอย่างต่อเนื่องเป็นวัน ๆ หลังจากเริ่มทุเลาจากไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส หัด คางทูม หรือโรคติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ ก็ควรแนะนำให้ส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยเร็ว และไม่ควรให้ยาแก้อาเจียน เพราะอาจบดบังอาการ ทำให้วินิจฉัยได้ไม่ชัดเจนหรือล่าช้าเกินไป
 

3. อาการทางสมองที่พบในโรคนี้ อาจทำให้วินิจฉัยผิดว่าเป็นสมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคทางจิตประสาท การได้รับสารพิษ การใช้ยาเกินขนาด เป็นต้น

14
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น
•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
“NEWTECH INSULATION” ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
เรา
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
“เพราะเรา…เข้าใจเรื่องเสียง”

สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: contact@newtechinsulation.com
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/


15
motor show 2025 Honda ขนทัพผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย พร้อมด้วยแคมเปญและข้อเสนอพิเศษสุด

ฮอนด้า โดย บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ผนึกกำลังต่อเนื่อง จัดเต็มไลน์อัปผลิตภัณฑ์ ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ (Power Products) ในงาน Motor Show 2025 ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างสังคมไทย ที่พร้อมสร้างความสุขและขับเคลื่อนการใช้ชีวิตอย่างอิสระในหลากหลายรูปแบบผ่านผลิตภัณฑ์และบริการ 

ภายในบูทมีการแบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น 3 โซนหลัก เพื่อความสะดวกในการเข้าชม แบ่งเป็น

Product Zone ในส่วนของผลิตภัณฑ์รถยนต์ นำโดย "Honda City Hatchback DRIVAL" รุ่นพิเศษ ที่ได้รับการอัปเกรดดีไซน์ เพิ่มเติมความสปอร์ตสุดเท่ ดุดัน เร้าใจ พร้อมสะกดทุกสายตา ในส่วนของผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ นำโดย “New Honda Forza750” บิ๊กสกู๊ตเตอร์เรือธงที่มาพร้อมสุดยอดเทคโนโลยี และสมรรถนะที่เหนือคลาส และ “New Honda CB1000 Hornet SP” ซูเปอร์ Naked ไบค์ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ พร้อมเทคโนโลยีการขับขี่ที่ครบครัน ตามด้วยโมเดลพิเศษ “New Honda Monkey Chrome Legacy” รุ่น Limited Edition ที่ได้รับการออกแบบพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีไทยฮอนด้า รวมถึง “New Honda Scoopy x Kuromi” ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรก พร้อมให้แฟน ๆ ได้จับจอง 2,000 คันเท่านั้น

Innovative Zone จัดแสดงผลิตภัณฑ์ขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า 100% โดยไฮไลต์ของโซนนี้ นำโดย "Honda e:N1" รถ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของฮอนด้า พร้อมเปิดให้จองและจำหน่ายอย่างเป็นทางการให้ลูกค้าทั่วไปได้เป็นเจ้าของ และสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับไปกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า “New Honda CUVe:” ที่จะมาสร้างนิยามใหม่ของความทันสมัยทั้งด้านดีไซน์และประสิทธิภาพ
Lifestyle Zone โซนโชว์เคสผลิตภัณฑ์ฮอนด้า ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในหลายมิติ ทั้งรถ SUV รถจักรยานยนต์ที่ตอบโจทย์สายลุยอย่างสไตล์แอดเวนเจอร์และสไตล์เทรล
ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าชมและสัมผัสประสบการณ์ได้ที่บูทฮอนด้า (A26) งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 (The 46th Bangkok International Motor Show) อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2568 – 6 เมษายน 2568 พร้อมด้วยหลากหลายข้อเสนอพิเศษในการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ฮอนด้า ทั้งภายในงานฯ และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

นายฮิเดโอะ คาวาซากะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การผนึกกำลังอย่างต่อเนื่องของกลุ่มบริษัทฮอนด้าประเทศไทยในปีนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งในฐานะแบรนด์ที่ส่งมอบความสุขและอิสระในการขับเคลื่อนผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่ให้
ความไว้วางใจและการสนับสนุนฮอนด้าเป็นอย่างดีมาโดยตลอด จนทำให้เราบรรลุความสำเร็จในการผลิตรถยนต์นั่งครบ 4 ล้านคันในประเทศไทย ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของฮอนด้า อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน เพื่อต่อยอดความสำเร็จในครั้งนี้ไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ในปีนี้เราจะยกระดับการนำเสนอคุณค่าของแบรนด์ พร้อมเดินหน้าในการส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าในทุกทัชพอยต์ ภายใต้แนวคิด “Where The Drive Means More ฮอนด้า ขับเคลื่อนชีวิต...ไปให้สุดในแบบที่เป็นคุณ” เพื่อถ่ายทอดให้เห็นว่า รถยนต์ของเราเป็นมากกว่ายานพาหนะ เปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจที่วางใจได้ ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างและขับเคลื่อนแรงบันดาลใจ เพื่อมอบความสุขในทุกการเดินทางและทุกช่วงเวลาของชีวิต ขอให้ทุกท่านติดตามทิศทางการเปลี่ยนแปลงของฮอนด้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปด้วยกัน”
 
โดยไฮไลต์ของบูทฮอนด้าในปีนี้ ประกอบด้วย

Honda City Hatchback DRIVAL ซิตี้คาร์ 5 ประตูสไตล์สปอร์ตแฮทช์แบ็กสุดเท่ รุ่นพิเศษ เปิดให้จองและจำหน่ายในราคา 829,000 บาท มาพร้อมสีภายนอก สีขาวแพลทินัม (มุก) พร้อมหลังคาสีดำ (ทูโทน) และมีให้เลือกในรุ่นย่อย e:HEV RS จำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันเท่านั้น! มาพร้อม 2 ข้อเสนอพิเศษ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) เมื่อจองตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 - 7 เมษายน 2568 และรับรถตั้งแต่ 24 มีนาคม 2568 - 30 มิถุนายน 2568
ทางเลือกที่ 1: ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ตามสไตล์ที่คุณชอบ ค่างวดเริ่มต้น 8,108 บาท (คำนวณจากรถยนต์ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ไดรฟ์วัล ใหม่ เงื่อนไขดาวน์ 20% ผ่อน 7 ปี) หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
ทางเลือกที่ 2:  ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 2.2%* สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty)  และดอกเบี้ย 2.35%* สำหรับลูกค้าทั่วไป พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
และข้อเสนอพิเศษรถเก่าแลกซื้อรถใหม่ (Honda Happy Trade-in) เมื่อนำรถยนต์ฮอนด้ามาขายและออกรถฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ไดรฟ์วัล ใหม่ ที่โชว์รูมฮอนด้า รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 20,000 บาท หรือเมื่อนำรถยนต์คันเดิมยี่ห้อใดก็ได้มาขายและออกรถ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ไดรฟ์วัล ใหม่ ที่โชว์รูมฮอนด้า รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท เมื่อจองตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 – 7 เมษายน 2568 และรับรถตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 - 30 เมษายน 2568


Honda City Hatchback DRIVAL มาพร้อมกับการอัปเกรดดีไซน์เพิ่มเติมความสปอร์ตสุดเท่ ดุดัน เร้าใจ สะกดทุกสายตา ด้วยชุดแต่งภายนอกรอบคันใหม่ สุดพิเศษ ใครเห็นก็ต้องบอกว่าทำถึง! ไม่ว่าจะเป็น
สเกิร์ตหน้าทูโทน และสเกิร์ตหลังทูโทน (Front & Rear Under Spoiler)
คิ้วตกแต่งกันชนหน้าด้านล่าง (Front Center Garnish)
ชุดตกแต่งไฟตัดหมอก (Front Fog Garnish)
คิ้วตกแต่งกันชนหลังด้านล่าง (Extend Rear Bumper Garnish)
หลังคาสีดำ (Roof Black Paint)
โลโก้รุ่นย่อยพิเศษ DRIVAL เห็นเด่นชัดด้านท้าย
โลโก้ H-Mark สีดำทั้งด้านหน้าและด้านหลัง (H-mark Front-Rear)
โลโก้รุ่นรถสีดำ (City Emblem)
ล้ออัลลอยสีดำ (Black Alloy Wheel)
สปอยเลอร์หลังสีดำ (Black Tailgate Spoiler)
สเกิร์ตข้าง (Side Under Spoiler R/L)
มือจับประตูสีดำ (Black Door Handle)
ชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง (Tailgate Spoiler Garnish)

Honda City Hatchback e:HEV พร้อมทะยานไปกับขุมพลังขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ด้วยกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ผสานกับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว และเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ที่จะทำให้คุณสัมผัสได้ถึงความเร้าใจตั้งแต่ออกตัว ด้วยแรงบิดมอเตอร์ถึง 253 นิวตัน-เมตร ให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดที่ 27.8 กม./ลิตร เพิ่มความมั่นใจไปกับ Honda SENSING ที่มาพร้อมฟังก์ชันระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC) พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (with Low-Speed Follow: with LSF) และฟีเจอร์เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยครบครัน เช่น ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera) เป็นต้น ภายในกว้างขวาง มาพร้อมวัสดุเบาะหนังแท้และหนังสังเคราะห์ตกแต่งด้วยแถบสีแดง พร้อมเบาะนั่งอัลตราซีท (ULTR) แยกพับ 60:40 ที่สามารถปรับพับเพื่อเพิ่มสเปซการใช้งานอเนกประสงค์ได้ดั่งใจ

Honda e:N1 ยนตรกรรมไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของฮอนด้า ที่จะมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัปยนตรกรรม xEV ของฮอนด้าอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเปิดให้จองและจำหน่ายอย่างเป็นทางการให้กับลูกค้าทั่วไปได้เป็นเจ้าของ ในราคา 1,199,000 บาท สำหรับสีดำคริสตัล (มุก) และสำหรับสีขาวแพลทินัม (มุก) ในราคา 1,203,000 บาท สัมผัสประสบการณ์ใหม่อย่างเชื่อมั่น ด้วยการรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าทั้งระบบ 8 ปี หรือ 160,000 กม.* (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมรับข้อเสนอเมื่อจองตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 – 7 เมษายน 2568 และรับรถตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 – 31 กรกฎาคม 2568 รับดอกเบี้ยพิเศษ 1.69%* (ส่วนลดดอกเบี้ย 0.3%) สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) สำหรับลูกค้าทั่วไปรับดอกเบี้ย 1.99%* พร้อมรับ
ฟรี ประกันภัย 1 ปี*
ฟรี โฮมชาร์จเจอร์ พร้อมบริการติดตั้ง และสายชาร์จแบบพกพา*
ฟรี รับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ 140,000 กม.* (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
และรับเพิ่มแพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง และค่าอะไหล่ ตามตารางการบำรุงรักษาที่ระบุไว้ในสมุดรับประกัน 5 ปี หรือ 100,000 กม.* (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
อุ่นใจไร้กังวลตลอดการใช้งานด้วยเครือข่ายศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศ Honda e:N1 มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกความเป็นยนตรกรรมไฟฟ้าด้วยโลโก้ H Mark ใหม่ สไตล์พรีเมียมมินิมอล ภายในกว้างขวางนั่งสบาย พร้อมไฟสร้างบรรยากาศสีฟ้า เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังสามารถพับได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้าย เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ด้วยฟังก์ชันล้ำสมัย ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ทุกความต้องการ อาทิ
ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 15.1 นิ้วแบบ Advanced Touch ที่รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย และ Android Auto
อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย
ช่องเชื่อมต่อ USB 4 ตำแหน่ง
มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.25 นิ้ว

ขับสนุก เร่งแรง แต่ยังคงความนุ่มนวลในทุกจังหวะ ด้วยขุมพลังขับเคลื่อนไฟฟ้า 100% จากการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ 3-in-1 (Motor, Power Drive Unit และ Gearbox) ให้กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า (PS) มอบแรงบิดสูงสุด 310 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ความจุ 68.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้ง สูงสุด 500 กม. (มาตรฐาน NEDC) มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING และเทคโนโลยีความปลอดภัยอื่น ๆ อย่างครบครัน ให้คุณมั่นใจตลอดการเดินทาง เช่น
ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI)
ระบบเตือนเมื่อมีรถผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM)
กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera)
เซนเซอร์กะระยะ 8 จุด (8-position Parking Sensors)
ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) เป็นต้น
นอกจากนี้ ในบริเวณโซนจัดแสดง Product Zone ฮอนด้ายังมาพร้อมรถยนต์หลากหลายรุ่นครบทุกเซกเมนต์และครอบคลุมทุกไลน์อัปให้ทุกคนได้สัมผัส เริ่มต้นที่

ไลน์อัประบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการใช้งานจริงในปัจจุบัน มอบความแรงเกินคาด ประหยัดเกินใคร ให้คุณใช้ชีวิตได้อิสระ และพาคุณไปได้ไกลกว่าด้วยน้ำมัน 1 ถัง และมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่น นำโดย

The new Honda HR-V e:HEV สปอร์ตพรีเมียมเอสยูวียอดนิยม ที่ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง อัปลุคดีไซน์สปอร์ตใหม่รอบคัน ขับสนุกและประหยัดด้วยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวกับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ให้แรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร และประหยัดน้ำมันถึง 25.6 กม./ลิตร พาคุณไปได้ไกลกว่า 900 กม. ด้วยน้ำมันเพียง 1 ถัง** ครบครันด้วยฟังก์ชันเพื่อการขับขี่และอำนวยความสะดวก*** ที่รองรับกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้ใช้งาน อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ราคาเริ่มต้น 949,000 บาท

Honda Accord e:HEV โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียม มอบสมรรถนะที่ดีในทุกการขับขี่ด้วยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 2 ตัวในระบบเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ให้แรงบิดมอเตอร์สูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันถึง 25 กม./ลิตร สามารถขับไปได้ไกลกว่า 900 กม.ด้วยน้ำมัน 1 ถัง** มาพร้อมหลากหลายเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีการขับขี่อื่น ๆ*** อาทิ Google built-in ปุ่ม Experience Selection Dial
ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบปรับเฉดสีได้ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง และระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display: HUD) ด้วยราคาเริ่มต้น 1,529,000 บาท

Honda CR-V e:HEV ยนตรกรรมพรีเมียมเอสยูวี 5 ที่นั่ง มาพร้อมดีไซน์ที่แข็งแกร่งในทุกมิติ พร้อมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ผสานการทำงานอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนประสิทธิภาพสูง ให้การตอบสนองได้แรงทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงสุดถึง 20.8 กม./ลิตร (รุ่น e:HEV ES) สามารถขับไปได้ไกลกว่า 900 กม. ด้วยน้ำมัน 1 ถัง** ครบครันด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกสบายและความปลอดภัยระดับพรีเมียม*** พร้อมเติมเต็มทุกความอเนกประสงค์และตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งไลฟ์สไตล์ในเมืองและนอกเมืองอย่างลงตัว ในราคาเริ่มต้นที่ 1,589,000 บาท (รุ่น e:HEV ES)

City Series ไลน์อัป e:HEV นำโดย Honda City e:HEV ซิตี้คาร์ซีดานยอดนิยมสำหรับคนรุ่นใหม่ และ Honda City Hatchback e:HEV อีกหนึ่งทางเลือกของรถซิตี้คาร์สไตล์สปอร์ต 5 ประตู ที่มาพร้อมพื้นที่อเนกประสงค์กับเบาะนั่งอัลตราซีท (ULTR) อันเป็นเอกลักษณ์จากฮอนด้าทั้งสองรุ่น มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ E-CVT และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ตอบสนองดั่งใจด้วยแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 253 นิวตัน-เมตร มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังให้ทั้งอัตราเร่งแรงเร้าใจ ประหยัดน้ำมันสูงสุด 27.8 กม./ลิตร พร้อมพาคุณเดินทางสู่ทุกจุดหมายและไปได้ไกลกว่า 800 กม. ด้วยน้ำมันเพียง 1 ถัง** ในราคาเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท
 
ไลน์อัปขุมพลังเทอร์โบ มอบประสบการณ์ขับสนุก อัตราเร่งเร้าใจ สไตล์สปอร์ต แต่ยังคงความประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี มั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่น นำโดย

The New Honda Civic ไอคอนยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดาน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ และไฟท้ายแบบ LED รมดำ ภายในห้องโดยสารกว้างสบาย ให้ความรู้สึกเท่ สปอร์ต ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างคล่องตัว เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ด้วยฟังก์ชันและฟีเจอร์เพื่อการขับขี่และอำนวยความสะดวกที่ครบครัน*** มาพร้อมขุมพลัง VTEC TURBO 1.5 ลิตร มอบความแรงเร้าใจด้วยกำลังสูงสุด 178 แรงม้า ให้อัตราการประหยัดน้ำมัน 17.2 กม./ลิตร โดยรุ่น EL+ ราคา 1,039,000 บาท

City Series ไลน์อัป TURBO นำโดย Honda City ซิตี้คาร์ยอดนิยม โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยว และภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย และ Honda City Hatchback มาพร้อมเบาะนั่งอัลตราซีท (ULTR Seat) อันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า ทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมขุมพลัง VTEC TURBO 1.0 ลิตร ที่มอบกำลังสูงสุด 122 แรงม้า ขับสนุกพร้อมตอบสนองทุกการเดินทาง ครบครันด้วยหลากหลายฟังก์ชันการใช้งาน*** สำหรับ City Turbo ประหยัดน้ำมันสูงถึง 23.8 กม./ลิตร และ City Hatchback Turbo ประหยัดน้ำมันสูงถึง 23.3 กม./ลิตร ด้วยราคาเริ่มต้น 599,000 บาท

สำหรับแฟนฮอนด้าสายสปอร์ต ห้ามพลาด! พบกับรถยนต์ฮอนด้ารุ่นยอดนิยม ที่ได้รับการเสริมความสปอร์ตโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งสุดพรีเมียมจากโมดูโล (Modulo) ที่คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งสายแต่งรถ และสายอเนกประสงค์โดยมีให้เลือกทั้งรูปแบบไอเท็มและแพ็กเกจรอบคัน นำโดย
CR-V (รุ่น e:HEV RS) กับชุดแต่ง Modulo ในคอนเซ็ปต์ Vibrant SUV ที่จะมาเสริมความพรีเมียมที่ลงตัวให้กับ Honda CR-V e:HEV มากกว่าที่เคยเป็น ด้วย
ชุดแต่งรอบคันแบบพรีเมียมสปอร์ต แพ็กเกจ (RS) ซึ่งประกอบด้วยกันชนหน้าแบบสปอร์ตชุดตกแต่งกันชนด้านหลัง คิ้วตกแต่งกระจังหน้าแบบโครเมียม บันไดข้าง และชุดตกแต่งฝาท้ายคิ้วโครเมียม ในราคา 45,000 บาท
นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ตกแต่งภายใน อย่างไฟส่องสว่างประตูคู่หน้าแบบ LED โลโก้ CR-V ราคา 4,350 บาท และใหม่ล่าสุด! เสริมลุคสปอร์ต พร้อมเพิ่มความโดดเด่นด้วยชุดโลโก้สีดำ ในราคา 1,500 บาท
The New Honda HR-V e:HEV (รุ่น e:HEV EL) กับชุดแต่ง Modulo ในคอนเซ็ปต์ More premium,More sporty ที่จะมายกระดับความพรีเมียมด้วย
แพ็กเกจ Modulo Urban Shark Grey พร้อมเติมเต็มลุค Everyday Sport อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยชุดแต่งรอบคันประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า สเกิร์ตหลัง และสเกิร์ตข้างสี Shark Grey ในราคา 21,000 บาท
แพ็กเกจ Utility พร้อมเสริมความอเนกประสงค์ในการใช้งานประกอบด้วย ม่านบังแดดผู้โดยสารตอนหลัง และแผ่นกั้นห้องสัมภาระท้ายรถ ในราคา 4,800 บาท
อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานด้วยชุดไฟส่องสว่างบริเวณฝาท้ายรถในราคา 2,500 บาท

และพิเศษสุด! เอาใจสาวกฮอนด้า ด้วยชุดแต่งรอบคันจาก มูเกน (MUGEN) ที่ได้รับการติดตั้งมาใน The New Honda HR-V e:HEV (รุ่น e:HEV EL) จัดเต็มมอเตอร์สปอร์ต DNA พร้อมฉีกทุกกฎเกณฑ์เเห่งอัตลักษณ์อันไร้ขีดจำกัด และสร้างความโดดเด่นแบบ Aggressive Sport ด้วยชุดแต่งรอบคัน อาทิ
สปอยเลอร์หน้า ราคา 22,400 บาท
สเกิร์ตข้าง ราคา 32,000 บาท
สปอยเลอร์หลัง ราคา 22,600 บาท
สปอยเลอร์วิงหลัง ราคา 34,000 บาท
สปอยเลอร์วิงหลัง (ตรงกลาง) ราคา 34,000 บาท
เพิ่มความโดดเด่น ดุดันด้วยล้ออะลูมิเนียม MDW 18x7.5J สีดำ ในราคารวมสี่ล้อที่ 54,360 บาท
โดยจัดจำหน่ายผ่านโชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ พร้อมรับประกันอุปกรณ์ตกแต่งนาน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร กรณีติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งพร้อมรถยนต์ใหม่

หน้า: [1] 2 3 ... 39